โรคพยาธิสตรองจีรอยด์   Strongyloidiasis 

โรคพยาธิสตรองจีลอยด์ เป็นโรคพยาธิที่มีสาเหตุมาจากหนอนพยาธิชนิด สตรองจีลอยด์ สเตอโคลาลีส 
( strongyloides stercoralis ) พบได้ทั่วไปในโรคเขตร้อน สำหรับประเทศไทยพบมากในเขตภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ

วงจรชีวิตของพยาธิ
พยาธิตัวเมียของ สตรองจีลอยด์ สเตอโคลาลีส  ( strongyloides stercoralis ) ฝังอยู่ในเยื่อบุของ
ลำไส้เล็กโดยเฉพาะแถวดูโอดีนั่มและเจจูนั่ม  ออกไข่แล้วตัวอ่อนในไข่เจริญเติบโต ฟักออกจากไข่
เป็นตัวอ่อน rhabditiform larva อยู่ในลำไส้ ตัวอ่อนนี้จะถูกถ่ายปนออกมากับอุจจาระ จากนั้นวงจรชีวิต
เป็นไปได้หลายแบบดังนี้
1. แบบธรรมดา rhabditiform larva   ที่ถ่ายปนออกมากับอุจจาระ จะเจริญเติบโตต่อไปเป็นตัวอ่อน
ระยะ filariform larva โดยตรง และเป็นระยะติดต่อไชทะลุผิวหนังคนเข้าสู่วงจรเลือด ผ่านหัวใจ ปอด
หลอดลม คอหอย หลอดอาหาร แล้วกลับมาสู่ลำไส้ เจริญเติบโตเป็นตัวแก่ต่อไป
2. แบบอิสระ พยาธิดำรงชีวิตอยู่นอกภายนอกร่างกายโดยไม่ต้องอาศัยโฮสท์ เป็นการเจริญเติบโตโดย
ทางอ้อม คือตัวอ่อน rhabditiform larva เจริญไปเป็นตัวแก่ ตัวผู้และตัวเมียผสมกันแล้วออกไข่ตาม
พื้นดิน ตัวอ่อนจะฟักออกมาเป็นตัวอ่อนชนิด rhabditiform larva หมุนเวียนกันไป บางส่สวนเจริญต่อ
ไปเป็นระยะ filariform larva แล้วไชเข้าผิวหนังคนเข้าไปเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ในลำไส้ต่อไป
3. ติดเชื้อจากตัวเอง   ผู้ป่วยที่ได้รับพยาธินี้จากตนเองโดยตัวอ่อน rhabditiform larva เจริญไปเป็น
ระยะ filariform larva ภายในลำไส้หรือบริเวณทวารหนักแล้วตัวอ่อนระยะติดต่อนี้ไชกลับเข้าไปในตัว
ผู้ป่วยอีก

อาการและลักษณะทางคลีนิค
ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใดๆเลย แต่ในรายที่มีมากอาจเกิดอาการดังนี้
- อาการทางผิวหนัง มีได้สองแบบ  แบบที่หนึ่งเป็นลมพิษ คัน จากปฏิกริยาไวเกิน   แบบที่สอง เป็นแบบ
  creeping eruption คือพยาธิไชเป็นทางตรงหรือคดเคี้ยวใต้ผิวหนัง
- อาการทางระบบหายใจ   พบได้น้อย ในบางโอกาสผู้ป่วยมีอาการปอดอักเสบ ในช่วงที่พยาธิเดินทาง
  ผ่านปอด
- อาการทางระบบทางเดินอาหาร   มีได้ตั้งแต่ ปวดท้อง คลื่นไส้   อาเจียน ท้องเดิน จนกระทั้งการดูด
  ซึมอาหารผิดปกติ ผู้ป่วยที่มีสุขภาพอ่อนแอมาก อาจมีอาการรุนแรงได้มาก คือมีอาการท้องเดินรุนแรง 
  ขาดอาหาร บวม ตับโต

การวินิจฉัยโรค
การพบตัวอ่อนระยะ rhabditiform larva ปนออกมากับอุจจาระที่เพิ่งถ่ายออกมาใหม่ๆ

       

การรักษา
ยาถ่ายพยาธิในปัจจุบัน
1. Thiabendazole ( Mintezol)  เป็นยา broad spectrum anthelminthic ขนาดรับประทาน 25
    มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หลังอาหารเช้าและเย็น เป็นเวลา 3 วัน อาจมีอาการแทรกซ้อน
    บาง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน วิงเวียน
2. Mebendazole (Fugacar) ขนาด 100 มิลลิกรัม ต่อ เม็ด ให้รับประทาน เช้าและเย็นครั้งละเม็ด
    เป็นเวลา 3 วัน

การป้องกัน
เช่นเดียวกับพยาธิปากขอ    

 

โรคพยาธิใบไม้ในเลือด  Schistosomiasis
 

เป็นพยาธิใบไม้ในเลือดที่ร้ายแรงและมีความสำคัญอย่างยิ่งของมนุษย์ ทำอันตรายได้มากกว่า
พยาธิใบไม้อื่นๆ สำหรับในคนจะพบได้ 3 ชนิดคือ
- Schistosoma haematobium  พบได้แถบอัฟริกา   ตะวันออกกลาง  ปอร์ตุเกส   อินเดีย
- Schistosoma mansoni  พบได้แถบ อัฟริกาใต้
- Schistosoma japonicum  พบได้แถบ ตะวันออกไกล จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน   ฟิลิปปินส์ ไทย
  พม่า เป็นต้น

วงจรชีวิตของพยาธิ
Schistosoma japonicum ชิสโตโซม่า จาปอนนิคุม ซึ่งพบได้ในไทย พยาธิตัวแก่จะอาศัย
อยู่ในเส้นเลือดใหญ่ เป็นชนิดที่มีความร้ายแรงมากที่สุด วางไข่ได้มากกว่าชนิดอื่น  ทำให้เกิด
อาการของบิดและตับแข็ง ไข่พยาธิถ้าพลัดตกไปที่สมองทำให้เกิดอาการชักหรือเป็นอัมพาติได้
พยาธิตัวแก่ในคนหรือสัตว์จะปล่อยไข่ออกมาในกระแสเลือดและจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ
หรืออุจจาระ ไข่ที่ออกมาจะมี ไมราซิเดียมเจริญเต็มที่อยู่แล้ว เมื่อไข่ลงไปในน้ำจะฟักตัวออกมา
ว่ายอยู่ในน้ำเมื่อไปพบหอยที่เป็นโฮสท์ตัวกลาง ไมราซิเดียมจะไชเข้าไปฝังตัวในหอยและเจริญ
ต่อไปเป็น เซอร์คาเรีย ซึ่งถือเป็นระยะติดต่อ ก็จะว่ายออกจากหอยไปอาศัยอยู่ในน้ำ ระยะที่อยู่
ในหอยกินระยะเวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์ เมื่อคนหรือสัตว์ลงไปเล่นน้ำ อาบน้ำ หรือดื่มน้ำที่มี
ตัวอ่อนเซอร์คาเรีย (cercaria) อยู่ เซอร์คาเรียจะไชผ่านผิวหนังเข้าสู่หลอดเลือดดำเล็ก เข้าสู่
กระแสเลือด ไปยังหัวใจซีกขวา  สู่ปอด กลับมายังหัวใจซีกซ้าย   แล้วกระจายไปทั่วร่างกาย ไป
เข้าสู่เส้นเลือดที่เข้าสู่ตับ (portal vein) พยาธิจะเจริญเติบดตต่อที่ตับเป็นพยาธิโตเต็มวัย จะเริ่ม
จับคู่ระหว่างเพศเมียและเพศคู่แล้วพากันออกจากตับไปอาศัยอยู่ในหลอดเลือดดำตามตำแหน่ง
ต่างๆแล้วแต่ชนิดของพยาธิ ระยะเวลาที่เข้าสสู่ร่างกายและเปลี่ยนจากตัวอ่อนไปจนเต้มวัยและ
จับคู่ผสมพันธุ์กันกินระยะเวลานาน 1-3 เดือน ไข่จะถูกปล่อยออกมากับกระแสเลือดจนไปถึงไต
และถูกขัขออกมายังกระเพาะปัสสาวะ ออกมากับปัสสาวะ

อาการและพยาธิสภาพ
จะทำให้เกิดพยาธิสภาพกับระบบทางเดินอาหารเป็นสำคัญ เช่น ลำไส้ ม้าม ตับ
ในระยะที่ตัวอ่อนไชผ่านผิวหนัง จะทำให้เกิดอาการตุ่มคัน แดง ลมพิษ ปกติจะหายไปใน 2 -3 วัน
ตัวอ่อนจะอยู่ที่ผิวหนังประมาณ 1-2 วันก็จะเคลื่อนตัวเข้าสู่เส้นเลือดและไปจนถึงปอด จะทำให้
ปอดมีจุดเลือดออกเล็กๆ มีเม็ดเลือดขาวมาล้อมรอบตัวอ่อนพยาธิ ต่อมาเมื่อพยาธิเดินทางมาที่
ตับ  จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันไวเกิน    ภูมิแพ้ต่อตัวพยาธิ ลมพิษ ตัวบวม คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน
ไอบาง เจ็บบริเวณตับ   เม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิลสูง
ระยะที่พยาธิเริ่มออกไข่ ไข่เป็นแบบไมราซิเดียมซึ่งจะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 3 สัปดาห์ ไข่ส่วน
หนึ่งจะออกมากับปัสสาวะและอุจจาระ อาจมีการถ่ายปัสสาวะออกมาเป็นเลือดเพราะเกิดการ
อักเสบเป็นโพรงหนองที่ผนังของลำไส้และทางเดินปัสสาวะ ร่างกายจะทำปฏิกริยาต่อต้านต่อ
โปรตีนไข่ทำให้มีอาการแพ้และลมพิษมากขึ้น   แผลที่เกิดขึ้นจะเริ่มมีผังผืด   อาจเกิดตับแข็ง
เนื่องจากหลอดเลือดดำที่มายังตับอุดตัน   ภาวะขาดอาหาร  บวม มีน้ำในท้อง ท้องโต อาเจียน
ม้ามโต ปอดเต็มไปด้วยแผลเล็กๆ ไข่อาจเคลื่อนไปทำให้เกิดพยาธิสภาพที่ สมอง ไขสันหลังตา
หรือผิวหนัง ได้อีก

การตรวจวินิจฉัย
- การตรวจหาไข่พยาธิจาก ปัสสาวะ อุจจาระ      ดูภาพไข่พยาธิ
- โดยการตัดชิ้นเนื้อมาตรวจ
- การทดสอบผิวหนัง ต่อตัวพยาธิใบไม้เลือด
- การทดสอบปฏิกริยาน้ำเหลือง

การรักษา
เนื่องจากมีความยุ่งยากและยาเป็นอันตรายต่อร่างกายจึงควรปรึกษาแพทย์โดยเฉพาะ   เพราะ
ชิสโตโซม่า จาปอนนิคุม ที่พบได้ในบ้านเรามีการทนยาได้มาก

การป้องกัน
1. ให้ประชาชนเข้าใจถึงวงจรชีวิตของพยาธิ และการป้องกัน
2. ไม่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะเรี่ยราด ไม่เป็นที่เป็นทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายลงน้ำ
3. เลิกการรับประทานกุ้ง ปูน้ำจืด แบบดิบๆสุกๆ
4. ทำลายหอยน้ำจืดตัวกลาง
5. รักษาด้วยยาอย่างถูกวิธี
6. หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ อาบน้ำ ดื่นน้ำที่ยังไม่ได้ต้ม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคพยาธิ

โรคพยาธิใบไม้ในลำไส้ Fasciolopsiasis
 

เป็นโรคพยาธิที่มีสาเหตุจากตัวแก่ของพยาธิใบไม้ชนิด ฟาสซิโอลอปซิส บัสไก (Fasciolopsis
buski) อาศัยอยู่ในลำไส้เล็ก

วงจรชีวิตของพยาธิ
คนและหมูเป็นโฮสท์เฉพาะที่พบบ่อย   พยาธิตัวแก่อาศัยอยู่ในบริเวณลำไส้เล็กแถว ดูโอดินั่ม
และ เจจูนั่ม ไข่จะปนออกมากับอุจจาระลงไปเจริญอยู่ในน้ำตัวอ่อน (miracidium) จะฟักออก
มาจากไข่   เมื่อพบหอยน้ำจืดซึ่งจัดเป็นโฮสท์ตัวกลางลำดับที่หนึ่ง ตัวอ่อนจะไชเข้าสู่หอยน้ำจืด
แล้วเจริญต่อไปเป็นตัวอ่อนเซอร์คาเรีย ( cercaria) จะไชออกจากหอยและว่ายออกไปตามน้ำ
เมื่อไปเจอพืชน้ำเช่น กระจับ สายบัว ผักบุ้ง ผักตบชวา แห้วจีน เป็นต้น พืช เหล่านี้เป็นโฮสท์ตัว
กลางลำดับที่สอง ซึ่งตัวอ่อนจะเปลี่ยนมีเปลือกอ่อนมาหุ้มเรียก เมตาเซอร์คาเรีย (metacercaria)
ซึ่งจะเกาะอยู่แถวพืชเหล่านั้นเมื่อคนกินพืชเหล่านั้นแบบดิบๆที่ยังไม่ทำให้สุก ก็จะเป็นการกิน
เอาตัวอ่อนเมตาเซอร์คาเรียเข้าไปในร่างกายเมื่อมาถึงกระเพาะ ตัวอ่อนจะแตกออกมาจาก
เปลือกหุ้ม แล้วเจริญไปเป็นตัวแก่บริเวณลำไส้เล็กส่วนบน ( duodenum /Jejunum) ต่อไป

 

อาการ
ขณะที่พยาธิตัวแก่เจริญเติบโตอยู่ในลำไส้เล็ก จะทำให้เกิดการอักเสบและเกิดแผลเล็กๆขึ้น
บริเวณที่เกาะดูด ทำให้มีเลือดออกได้ นอกจากนั้นของเสียที่เกิดจากพยาธิเมื่อถูกดูดซึมเข้า
สู่ร่างกายทำให้เกิดพิษแลพภูมิแพ้ได้   การตรวจเลือดจะพบเม็ดเลือดขาวชนิด อีโอซิโนฟิลขึ้น
สูง ถ้ามีตัวพยาธิมากๆอาจทำให้เกิดลำไส้อุดตันได้
อาการจะแปรผันตามปริมาณพยาธิในลำไส้อาจมีระดับน้อยๆไปจนถึงรุนแรงถึงตายได้ โดย
อาการจะเริ่มต้นจาก อาการปวดท้อง อุจจาระเหลวและบ่อย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อ่อน
เพลีย น้ำหนักลด   พวกที่มีอาการมากขึ้นจะมีอาการขาดอาหาร โรคแทรก บวมทั้งตัว ท้องมาน
ซีดเพราะเสียเลือดและธาตุเหล็ก   อุจจาระเหลว เหม็น ปวดท้องตลอดเวลา อาจถ่ายตัวพยาธิ
ออกมาด้วย   ตายด้วยภาวะขาดอาหารและโรคแทรกซ้อน

การตรวจวินิจฉัยโรค
- ตรวจพบไข่พยาธิในอุจจาระ
- ตรวจพบตัวแก่หลุดปนออกมากับอุจจาระด้วย
- ตรวจพบเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิลสูง

   

การรักษา
1. รักษาบำรุงร่างกายให้แข็งแรงก่อน ให้อาหารที่มีประโยชน์เพื่อบำรุงร่างกาย
2. การถ่ายพยาธิ
    ใช้ยา Tetrachlorethylene ตัวเดียวกับใช้ถ่ายพยาธิปากขอ   แล้วให้ยาถ่ายตาม
    ใช้ยา Niclosamide ( yomesan)  ขนาด 0.5 กรัม/เม็ด  จำนวน 4 เม็ด เคี้ยวให้ละเอียด
    ก่อนกลืน   สองชั่วโมงต่อมาจึงให้ยาถ่ายตามเช่น ดีเกลือ 30 ซี.ซี. ตาม

การป้องกัน
1. ให้ประชาชนในเขตระบาดศึกษาเข้าใจถึงวงจรชีวิตรวมถึงการติดต่อของพยาธินี้
2. ในเขตที่มีการระบาด อุจจาระที่จะนำมาทำปุ๋ย ควรเติมสารเคมีเช่น ปูนขาว ก่อนนำไปใช้
3. ทำลายหอยน้ำจืดที่เป็นตัวกลาง
4. ไม่รับประทานพืชน้ำข้างต้นแบบดิบๆ หรือสดๆ พืชอาจใช้วิธีทำให้สุกก่อน หรือจุ่มลงในน้ำ
    เดือดอย่างน้อย 2-3 นาทีก่อนรับประทาน
5. ใช้ยาถ่ายพยาธิ